สำนักงานใหญ่ : 035-900-090 | ฝ่ายขาย : 086-775-9494 , 089-583-1239
หน้าแรก สินค้า บริการ รู้จักเรา โปรโมชั่น ข่าวสาร ติดต่อเรา
สูตรลับการคำนวณ BTU สำหรับเลือกขนาดแอร์ให้เหมาะกับห้อง

สูตรลับการคำนวณ BTU เลือกแอร์ให้เย็นพอดีกับห้อง

ก่อนจะเลือกซื้อแอร์ เราต้องรู้ก่อนว่าห้องของเรามีลักษณะเพดานเป็นอย่างไร เพราะสูตรคำนวณ BTU สำหรับห้องเพดานปกติและห้องเพดานสูงจะแตกต่างกัน หากเลือกขนาดแอร์ได้เหมาะสม จะช่วยให้ห้องเย็นสบาย ประหยัดไฟ และลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศได้ครับ

  1. สำหรับเพดานปกติ สูงไม่เกิน 3 เมตร
    ห้องทั่วไป เช่น ห้องนอน ห้องรับแขก หรือห้องทำงานที่มีความสูงเพดานไม่เกิน 3 เมตร จะเน้นคำนวณจากพื้นที่ราบของห้องเป็นหลัก โดยใช้ความกว้างและความยาวของห้อง

    สูตรคำนวณ:
    พื้นที่ห้อง (กว้าง × ยาว) × ตัวแปรภาระความร้อน = BTU

    ตัวอย่างเช่น ห้องกว้าง 4 เมตร ยาว 5 เมตร จะมีพื้นที่ 20 ตารางเมตร จากนั้นนำไปคูณกับค่าตัวแปรภาระความร้อน ตามลักษณะการใช้งานของห้อง
  2. สำหรับเพดานสูง (High Ceiling)
    ห้องที่มีเพดานสูง โปร่ง โล่ง หรือมีปริมาตรอากาศมากกว่าปกติ เช่น โถงรับแขก ห้องประชุม ห้องสำนักงานเพดานสูง หรือพื้นที่เชิงพาณิชย์ ควรนำความสูงของห้องมาคิดร่วมด้วย เพราะแอร์ต้องใช้กำลังมากขึ้นในการทำความเย็นให้ทั่วถึง

    สูตรคำนวณ:
    ((กว้าง × ยาว × สูง) × ตัวแปรภาระความร้อน) ÷ 3 = BTU

    การหารด้วย 3 เป็นการปรับค่ากลับมาเทียบกับมาตรฐานห้องเพดานปกติ เพื่อให้ได้ขนาด BTU ที่เหมาะสมกับปริมาตรอากาศภายในห้อง
  3. ตัวแปรภาระความร้อน (The Cooling Load Factor)
    หัวใจสำคัญของการคำนวณ BTU ไม่ได้อยู่ที่ขนาดห้องเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าห้องนั้นมีภาระความร้อนมากน้อยแค่ไหน เช่น โดนแดดหรือไม่ มีคนใช้งานกี่คน มีเครื่องใช้ไฟฟ้ามากหรือไม่ และลักษณะการเปิด-ปิดประตูบ่อยแค่ไหน

    โดยสามารถแบ่งค่าตัวแปรภาระความร้อนออกเป็น 4 โซนหลัก ดังนี้
  4. Zone 1: ค่าตัวคูณ 700 - 800
    เหมาะสำหรับ ห้องนอน หรือห้องที่ใช้งานช่วงกลางคืนเป็นหลัก รวมถึงห้องที่ไม่โดนแดดโดยตรง

    ลักษณะห้อง: ความร้อนสะสมค่อนข้างต่ำ ใช้งานไม่หนัก และมีจำนวนคนไม่มาก จึงสามารถใช้ค่าตัวคูณในช่วงต่ำได้
  5. Zone 2: ค่าตัวคูณ 800 - 900
    เหมาะสำหรับ ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น หรือห้องที่มีการโดนแดดปานกลางในระหว่างวัน

    ลักษณะห้อง: มีการใช้งานบ่อยกว่าห้องนอน อาจมีคนเข้าออกบ้าง และมีความร้อนสะสมจากแสงแดดหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าในระดับปานกลาง
  6. Zone 3: ค่าตัวคูณ 900 - 1,100
    เหมาะสำหรับ ห้องทำงาน ห้องที่มีคอมพิวเตอร์ หรือห้องที่อยู่ทิศตะวันตก ซึ่งมักได้รับแดดบ่ายค่อนข้างมาก

    ลักษณะห้อง: มีความร้อนจากอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ หรือมีแดดส่องเข้าห้องในช่วงบ่าย ทำให้ต้องใช้ BTU สูงขึ้น เพื่อให้แอร์สามารถทำความเย็นได้ทัน
  7. Zone 4: ค่าตัวคูณ 1,100 - 1,500
    เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีความร้อนสูงมาก เช่น ร้านอาหาร พื้นที่ที่มีการเปิด-ปิดประตูบ่อย มีคนหนาแน่น หรือมีอุปกรณ์ที่ปล่อยความร้อนจำนวนมาก

    ลักษณะห้อง: เป็นพื้นที่ที่มีภาระความร้อนสูง แอร์ต้องทำงานหนักกว่าห้องทั่วไป จึงควรเลือกค่าตัวคูณในช่วงสูง เพื่อให้ความเย็นเพียงพอต่อการใช้งานจริง
  8. ข้อควรระวังในการคำนวณ BTU
    นอกจากการคำนวณตามสูตรแล้ว ควรพิจารณาปัจจัยเสริมอื่น ๆ ด้วย เช่น จำนวนคนในห้อง จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ปล่อยความร้อน ขนาดและจำนวนกระจก ทิศทางแดด รวมถึงการเปิด-ปิดประตูบ่อยครั้ง

    หากห้องมีปัจจัยเหล่านี้มากกว่าปกติ อาจต้องบวก BTU เพิ่มประมาณ 10-20% เพื่อให้แอร์ทำความเย็นได้สม่ำเสมอ และไม่ทำงานหนักเกินไป
  9. สรุป
    การเลือก BTU ที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่ดูขนาดห้องเท่านั้น แต่ต้องดูทั้งความสูงของเพดาน ลักษณะการใช้งาน ปริมาณความร้อนภายในห้อง และสภาพแวดล้อมโดยรอบ

    หากคำนวณถูกต้อง แอร์จะเย็นพอดี ประหยัดไฟ ลดการสึกหรอของคอมเพรสเซอร์ และช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องปรับอากาศได้ครับ