สำนักงานใหญ่ : 035-900-090 | ฝ่ายขาย : 086-775-9494 , 089-583-1239
หน้าแรก สินค้า บริการ รู้จักเรา โปรโมชั่น ข่าวสาร ติดต่อเรา
สัญญาณเตือนว่า “แอร์เริ่มมีปัญหา” ควรเรียกช่างก่อนเสียหนัก

น้ำยาแอร์ R22, R32, R410A ต่างกันอย่างไร?

เทียบกันชัด น้ำยาแอร์ R22, R32, R410A ต่างกันอย่างไร? และเหมาะกับแอร์แบบไหน SML มีคำตอบครับ

  1. R22 (รุ่นเก่า)
    พบในแอร์รุ่นเก่าหลายปี จุดเด่นคือระบบเดิมใช้กันแพร่หลาย แต่ปัจจุบันหาเติมยากขึ้นและราคาสูงขึ้นในบางพื้นที่ หากเครื่องเริ่มรั่วบ่อย แนะนำให้ช่างตรวจรอยรั่วและประเมินความคุ้มค่าในการซ่อมหรือเปลี่ยนเครื่อง
  2. R410A (แอร์รุ่นกลาง-รุ่นก่อนหน้า)
    ให้ความเย็นดี ใช้งานแพร่หลายในแอร์อินเวอร์เตอร์/รุ่นก่อน R32 เวลาเติมน้ำยาควรทำตามมาตรฐานงานบริการ (เช็กแรงดัน/ชั่งน้ำหนัก/ดูอาการ) และต้องแก้ “ต้นเหตุรั่ว” ก่อนเติมเสมอ
  3. R32 (แอร์รุ่นใหม่ นิยมมาก)
    โดยทั่วไปช่วยให้ประหยัดพลังงานและมีประสิทธิภาพการทำความเย็นดี ข้อสำคัญ: R32 เป็นสารที่ “ติดไฟได้ระดับหนึ่ง” (ต้องทำงานโดยช่างที่มีความชำนาญและใช้อุปกรณ์เหมาะสม) งานซ่อม/เติมควรทำอย่างถูกวิธีเพื่อความปลอดภัย
  4. เติมน้ำยาได้ไหม? ต้องดูว่า “รั่วหรือขาด”
    น้ำยาแอร์ไม่ควรลดเองตามปกติ ถ้าเย็นน้อยลงมักมีโอกาสรั่ว การเติมอย่างเดียวโดยไม่แก้รอยรั่ว จะกลับมาไม่เย็นซ้ำและอาจทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนัก
  5. R22 / R32 / R410A “ห้ามผสมกัน”
    น้ำยาแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและน้ำมันคอมเพรสเซอร์ต่างกัน การผสมหรือเติมผิดประเภทอาจทำให้ระบบเสียหาย เย็นไม่เต็มที่ และเสี่ยงพังคอมเพรสเซอร์ ต้องตรวจ “รุ่นเครื่องและชนิดน้ำยา” จากสติ๊กเกอร์ข้างเครื่องก่อนเสมอ
  6. อยากเปลี่ยนชนิดน้ำยา (Retrofit) ทำได้ไหม?
    บางกรณีทำได้ แต่ต้องประเมินหลายอย่าง เช่น สภาพคอยล์/คอมเพรสเซอร์/วาล์ว/น้ำมันระบบ ไม่แนะนำให้ทำเอง ควรให้ช่างประเมินความคุ้มค่าและความปลอดภัยก่อนดำเนินการ
  7. สรุปแบบเข้าใจง่าย
    • R22: เครื่องรุ่นเก่า เติม/ซ่อมต้องเน้นแก้รั่วและประเมินความคุ้มค่า
    • R410A: รุ่นก่อนหน้า ใช้ได้ดี เติมต้องทำตามมาตรฐานและไม่ผสมชนิด
    • R32: รุ่นใหม่ ประหยัดและนิยม แต่ต้องซ่อม/เติมโดยช่างที่ชำนาญเพื่อความปลอดภัย